เงามังกร[4] วิษณุเดชา

ห้องประชุม VIP กลางโรงเเรมใหญ่  วันนี้ครอบครัว วิษณุเดชา ได้จัดประชุมครั้งใหญ่ขึ้นที่นี่

สมเกียร์ติ เป็นผู้จัดการโรงแรมที่นี่มานานจนใกล้จะเกษียณอายุ เขาทราบดีว่าครอบครัว วิษณุเดชา เพิ่งเข้ามา take over โรงแรมนี้เมื่อกลางปี ตอนนั้นพนักงานทุกคนต่างหวั่นเกรงว่าชีวิตการทำงานคงจะหยุดเพียงเท่านี้หลังจากที่โรงเเรมจะต้องถูกเปลี่ยนมือผู้บริหาร แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่ทุกคนคิด

ตอนนั้น ท่านวิษณุ หัวหน้าครอบครัว วิษณุเดชา ได้ให้ตนเรียกพนักงานของโรงแรมทั้งหมดมารวมกันอย่างไม่เป็นทางการ หลังจากที่ ครอบครัววิษณุ เข้าถือครองหุ้นทั้งหมดของโรงเเรมไว้เพียง 3 วัน ท่านวิษณุ ประกาศต่อทุกคน ว่าให้ทุกคนไม่ต้องกังวลในการทำงาน ให้ทำงานตามหน้าที่เหมือนเดิม โดยท่านจะให้เงินเดือนพนักงานทุกคนเพิ่มขึ้นอีก 20% และให้ทุนการศึกษาบุตรของพนักงานทุกคนที่ทำงานเกิน 5 ปี   จนจบปริญญาตรี จึงไม่ต้องแปลกใจว่าท่านวิษณุได้กุมหัวใจของพนักงานโรงแรมไว้ทั้งหมด

ภายในห้องประชุม หลังจาก วิษณุ หัวหน้าครอบครัววิษณุเดชาเดินเข้ามา ทุกคนในโต๊ะต่างลุกขึ้นยืนและก้มคำนับ วิษณุพยักหน้ารับและเดินตรงไปที่หัวโต๊ะ  ลิขิตลูกชายคนโตเดินมาเลื่อนเก้าอี้ให้พ่อ วิษณุ ยื่นมือออกเพื่อเป็นสัญญาให้ทุกคนนั่ง เหลือตัวเองยืนคนเดียว วิษณุมองไปรอบๆโต๊ะประชุม สังเกตุมีเก้าอี้ว่างอยู่ 1 ตัว  วิษณุมองแล้วรู้สึกใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไร โกรธ สงสาร เป็นห่วง  หรือเกลียด อย่างไรก็ตาม  วิษณุ ได้เริ่มพูดประโยคแรกขึ้นมา

“เราขอบคุณทุกคนที่ให้ความสำคัญกับครอบครัว และให้ความเคารพเราในการเรียกประชุมอย่างเร่งด่วนวันนี้…. ก่อนอื่นเราอยากให้พี่น้องของเราช่วยบอกถึงสถานการณ์ตอนนี้ก่อน ว่าในเขตของแต่ละคนเป็นอย่างไรบ้าง”  วิษณุพูดจบ แล้วค่อยๆ ทิ้งตัวลงนั่ง  เขาหยิบซิก้าร์ขึ้นมา  ลิขิตจุดไฟแช็คให้พ่อ

หลังจากนั้น วสันต์ จึงลุกขึ้นยืน ชายร่างผอมตัวสูงผิวดำ อายุ 45 ปี หน้าตาหล่อเหลา แต่ไว้หนวดเคราครึ้มเต็มหน้า ผมยาวรวบไว้เหมือนซามูไร  เขาใส่เสื้อลายกราฟฟิคสีแดงเพลิง ไม่ปลดกระดุม 2 เม็ดบน เผยให้เห็นสร้อยเงินเส้นใหญ่ มีจี้รูปไม้กางเขนสีดำที่คอ วสันต์เป็นน้องคนละแม่ของวิษณุ เขาปกครองธุรกิจบ่อนพนันของครอบครัววิษณุทั้งหมด วสันต์เป็นที่ร่ำลือถึงความโหดเหี้ยม อำมหิต ครั้งหนึ่งเขาเคย ใช้ไพ่ทั้งสำรับยัดปากชายคนหนึ่งที่เข้าไปโกงในบ่อนของเขา ก่อนที่จะยิงทะลุสมองต่อหน้าลูกค้าพนันทั้งหลาย วสันต์เป็นคนที่วิษณุไว้ใจได้ที่สุดในบรรดาญาติทั้งหมด เขาจึงได้ดูแลกิจการอันเป็นรายได้หลักของครอบครัว
“ตอนนี้ทุกอย่างราบรื่นดีครับท่าน มีก็แต่ที่ชลบุรีครับ ที่ตอนนี้กำลังเปลี่ยนตัวผู้กำกับ แต่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงครับ  ผู้กำกับคนใหม่ที่เข้ามาน่าจะเจรจาได้ง่ายครับท่าน” วสันต์รายงานให้วิษณุฟัง
“ผู้กำกับคนใหม่เป็นคนของครอบครัวอื่นหรือเปล่า”  วิษณุถามอย่างใจเย็น
“ไม่ครับท่าน ผู้กำกับคนนี้มีนักการเมืองหนุนหลังครับ เป็นรัฐมนตรีของรัฐบาลนี้ครับท่าน ผมจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเร็วๆนี้ครับท่าน”
“อืม….ดีมาก ขอบคุณมากวสันต์ เราดีใจที่มีคนอย่างวสันต์เคียงข้าง”
วสันต์ ก้มหัวน้อมรับก่อนจะลงไปนั่งตามเดิม

ชายคนถัดมาลุกขึ้นยืน  กฤษดา เป็นชายร่างอ้วนอายุ 48 ปี  หัวล้าน หน้าตาดูใจดี ถ้าใครเห็นข้างนอกคงเข้าใจว่า กฤษดา เป็นลุงแก่ๆใจดีคนหนึ่ง แต่หารู้ไม่ว่า กฤษดา คือผู้ควบคุมทหารของครอบครัว วิษณุเดชา ทั้งหมด กฤษฏาเคยเป็นทหารมาก่อน และเคยเป็นมือขวาผู้จงรักภักดีของวิษณุ กฤษดาเป็นเพื่อนสนิทของวิษณุตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ครั้งหนึ่งเขาเคยเอาตัวรับลูกกระสุนหลายนัดแทนวิษณุจนอาการสาหัส และทุกวันนี้กฤษดาต้องเดินอย่างไม่ปกติ เพราะขาข้างขวาของเขาก็ใช้การไม่ได้หลังจากนั้น
“ตอนนี้ทหารของครอบครัวเราพร้อมอยู่ตลอดเวลาครับท่าน รวมถึงสามารถรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหากเกิดขึ้นได้ ส่วนเรื่องที่ให้ทหารของเราไปคุ้มครองคุณปฏิภาค ตอนนี้ผมส่งมือดีที่สุดเท่าที่ผมมีตอนนี้ไปแล้วครับท่าน”

ทันที่ที่กฤษดาพูดจบ ลิขิตรู้สึกตกใจ แล้วรีบหันไปทางพ่อ  วิษณุหันมาสบตาด้วยก่อนเบือนหน้าหนี  ลิขิตนิ่งไม่สามารถพูดอะไรได้

ชายคนถัดมาลุกขึ้นยืน ทิวา อายุ 40 ปี แต่งตัวภูมิฐาน หน้าตาคมคาย ออกไปทางใต้ แต่ผมบางไปตามอายุ  ทิวาเป็นทนายความให้กับครอบครัววิษณุเดชา แต่ทางครอบครัวเรียกตำแหน่งนี้ว่าเป็นที่ปรึกษา ทิวาทำงานให้กับวิษณุตั้งแต่สมัยที่เรียนจบใหม่ๆ เขาได้เกียร์ตินิยมอันดับหนึ่งของมหาวิทยาลัยทางกฏหมายอันดับหนึ่งของประเทศ ว่ากันว่า ทิวารับเงินเดือน 7 หลัก แต่ทิวาก็ไม่เคยเปิดเผยให้ผู้ใดทราบ มีเพียงทิวา และวิษณุเท่านั้นที่รู้
“เรากำลังดำเนินการจดทะเบียนเปิดบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ระยองครับท่าน ตอนนี้เรียบร้อยไปแล้ว 80% ครับ เหลือเพียงแค่ผู้ว่าเซ็นรับรองทุกอย่างก็เรียบร้อยแล้วครับท่าน” ทิวารายงาน
“ผู้ว่าคนนี้เป็นคนของครอบครัวไหน”
“เป็นคนของครอบครัว วราสุรินทร์ ครับท่าน” ทิวากล่าวตอบทันที
“เดี๋ยวเราจะขอความช่วยเหลือจากครอบครัววราสุรินทร์เอง  ลิขิตช่วยติดต่อกับครอบครัววราสุรินทร์ให้พ่อด้วย เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้นะ” วิษณุหันไปหาลูกชาย
“ครับพ่อ”
“ท่านครับมีอีกเรื่องนะครับ เรียนพี่วสันต์ด้วยครับ ข่าววงในบอกว่า ตอนนี้ 1 ในทหารของเราที่ระยองกำลังเป็นสายให้กับตำรวจครับ”
หลังจากพูดจบ วสันต์รีบลุกขึ้นยืน แล้วพูดกับวิษณุว่า
“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงครับท่าน ผมจะขอรายละเอียดจากน้องทิวา แล้วจัดการให้เรียบร้อยครับท่าน รับบรองว่าทันทีที่รู้ตัวมันและครอบครัวจะไม่ได้หายใจอยู่ในประเทศนี้อีกครับท่าน” วสันต์พูดเสียงกร้าว
“อืม….ทิวาช่วยแจ้งรายละเอียดให้วสันต์ด้วยนะ เรามอบส่วนนี้ให้วสันต์จัดการไปได้เลย  วสันต์…..ให้คนอื่นทำนะ อย่าให้ทหารของเราจัดการกันเอง”
“เรื่องนี้ ผมทราบดีครับท่าน”
วิษณุยิ้มและพยักหน้าให้กับวสันต์ ก่อนหันหน้าไปที่ชายอีกคน “แล้วเราล่ะ ภาสกร … “

ภาสกร ลุกขึ้นยืน  ภาสกรเป็นชายร่างใหญ่ กำยำ โครงหน้าเหลี่ยม คางใหญ่ ตัดผมทรงสกินเฮด อายุ 34 ปีเท่ากับลิขิต   เขาใส่เสื้อลายมังกรสีน้ำเงินทับเสื้อกล้ามสีขาว ตรงหน้าอกเผยให้เห็นลายสักรอยมังกรบางส่วน ภาสกรเป็นผู้คุมสินค้าพิเศษของครอบครัว ซึ่งเพิ่งเริ่มดำเนินการเมื่อต้นปี นับรวมแล้วก็เพิ่งได้ 4 เดือน  ภาสกรเคยเป็นทหารชั้นเลิศคนหนึ่งของครอบครัว วิษณุเดชา เขาดังขึ้นมาจากการเก็บหัวหน้าแกงค์แถวเขตชานเมืองที่เป็นศัตรูกับครอบครัว  ว่ากันว่า ภาสกร ขับรถเครื่อง 4 สูบคันใหญ่ บุกตะลุยเข้าไปในเขตนั้นคนเดียว แล้วเดินเข้าไปอัดหัวหน้าแก็งค์ด้วยไม้เบสบอลอันเดียวจนตายคามือ
“ผมอยากจะขอทหารสัก 40 คนครับท่าน เรามีสินค้าพิเศษล็อตใหญ่จากเมืองจีน กลางเดือนนี้ จำเป็นต้องหาคนมาอารักขา และดูทางหนีทีไล่ครับ อีกสวนหนึ่งเอาไว้เผื่อพวกนั้นมันคิดไม่ซื่อครับท่าน” ภาสกรคำนับ

วิษณุหันมาทางวสันต์ เพื่อรอฟังคำตอบของน้องร่วมสาบาน
วสันต์ลุกขึ้นยืน ก่อนพูดกับภาสกร
“พี่จะจัดทหารให้อย่างที่น้องภาสกรต้องการ น้องภาสกรอยากให้พี่ไปด้วยตัวเองเลยไหม”
“ไม่ต้องหรอกครับพี่วสันต์ เรื่องแค่นี้เองครับพี่   แค่ส่งทหารมาให้ผมก็พอ ผมขอแค่ฝีมือดีๆสัก 10 คนครับ อีก 30 คนเอาพอใช้ได้พอครับ” ภาสกรพูดกับวสันต์อย่างเกรงใจ
“ได้เลย พี่จะจัดให้ตามที่น้องภาสกรต้องการ”
“ขอบคุณครับ” ภาสกรก้มคำนับวสันต์  ก้มคำนับ วิษณุ ก่อนที่จะกลับลงไปนั่งตามเดิม

วิษณุ ดับซิก้าร์ลงบนที่เขี่ยบุหรี่  จิบน้ำเย็นเล็กน้อยในแก้วใส ลุกขึ้นยืน ทุกคนต่างหันมองมาที่วิษณุ
“เอาล่ะ…ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี… คราวนี้เราจะมาเข้าเรื่องที่เราเรียกประชุมด่วนกัน………”

เงามังกร[3] ลิขิต

ร้านกาแฟ cafeine ตั้งอยู่แถบชานเมือง เป็นร้านกาแฟเล็กๆทำด้วยไม้ ตกแต่งแบบเรียบง่าย  ข้างในเต็มไปด้วยหนังสือนับพันที่มีไว้บริการให้กับคอกาแฟ ได้นั่งอ่านแกล้มน้ำดำรสกลมกล่อม

ตรงมุมทางด้านชวามือของร้าน ลิขิต ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่สวมใส่เสื้อคอวีสีขาว กางเกงแสล็คอย่างดี  กำลังนั่งไขว่ห้างจิบกาแฟ แกล้มหนังสือ norwegian wood ของ มุราคามิ  ลิขิตอายุ 34 ปี เป็นผู้ชายร่างกำยำสมกับเป็นบุรษ หน้าตาของเขาอาจดูธรรมดาเมื่อเทียบกับชายหนุ่มอายุไล่เลี่ยกัน แต่ใครๆก็บอกว่าเขามีเสน่ห์ยิ่งนัก ไม่ว่าใครแค่ลองสนทนากับเขาไม่เพียงกี่นาทีเขาก็จะกุมหัวใจคู่สนทนาไว้จนอยู่หมัด
ลิขิตจะมาที่ร้านกาแฟนี้ทุกวันตอน 07:43 นาที นั่งที่เดิมตรงนี้ ยกเว้นวันที่เขาจะต้องไปดูแลธุรกิจที่ต่างจังหวัดให้กับพ่อ เขามักสั่งกาแฟเอสเพรสโซ่รสเข้มพิเศษ จนบริกรในร้านทุกคนจำได้เป็นอย่างดี
ขณะที่เขายกกาแฟขึ้นดื่ม โทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงก็สั่น ลิขิตหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหมายเลขคนโทรเข้าก่อนจะยิ้มและกดรับ
“ว่าไงน้องรัก” ลิขิตหลับตาเอนตัวพิงเก้าอี้หวาย
“พี่ลิขิตครับ…วันนี้ผมคงไม่ไปร่วมประชุมนะครับ ผมไม่ว่างครับพี่”
“มีธุระอะไรเหรอ พอจะเลื่อนได้ไหมภาค”
“อืม…เลื่อนเหรอครับ….”
“ภาคไม่อยากไปใช่ไหม ไม่เป็นไรพี่เข้าใจ ยังไงพี่จะบอกกับพ่อให้ว่าเราติดธุระด่วน”
“อ้อ…ขอบคุณครับพี่”
“ภาคน่าจะเป็นคนเดียวที่กล้าปฏิเสธพ่อนะ”
เขาหยอกกับน้องชาย  ทั้งคู่หัวเราะอย่างมีความสุข
“แล้วพี่ลิขิต เป็นไงบ้างครับ”
“ก็เรื่อยๆน้องรัก ตอนนี้ทุกอย่างอยู่ตัวเเล้ว”
“แล้วแฟนพี่กับลูกๆโอเคนะครับ”
“อืม..ตอนนี้พี่ให้นันท์เขาพาเจ้า แม็ค ไปซัมเมอร์ที่ออสเตรเลียแล้ว”
“อ๋อคับ  ดีแล้วคับพี่”
“แล้วเราล่ะภาคเป็นยังไงบ้าง”
“ผมก็ตั้งบริษัทกับเพือนอีก 3 คนครับพี่ ตอนนี้ก็กำลังไปได้สวย”
“ก็ดีนะ..ได้ทำงานที่ตัวเองชอบ ขาดเหลืออะไรให้พี่ช่วยไหม?”
“ไม่คับพี่ ผมสบายดี ทุกอย่างโอเคคับ แต่พ่อคงต้องโกรธผมแน่เลยครับพี่”
“เอาน่าภาค น้องก็มีเหตุผลของน้อง พี่เข้าใจ เรื่องนี้ไม่ต้องกังวล พี่จัดการเอง”
“ขอบคุณมากครับพี่…ยังไงพี่หาเวลากินข้าวกับผมสักมื้อนะคับ ผมมีเรื่องจะปรึกษาพี่ครับ”
“เรื่องอะไร ให้พี่ไปหาตอนนี้เลยไหม ยังเหลือเวลาอีกเยอะกว่าจะประชุมครอบครัว”
“อ๋อ..ไม่เป็นไรคับพี่ไม่ได้รีบร้อนขนาดนั้นคับ  งั้นแค่นี้ก่อนนะคับพี่”
“โอเคน้องรัก  ฝากความคิดถึงถึงน้ำหวานด้วยนะ”
“คับพี่ หวัดดีคับ”

ลิขิตกดวางโทรศัพท์และใส่ลงในกระเป๋ากางเกงตามเดิม  กาแฟในแก้วเย็นหมดแล้ว ลิขิตจึงหยิบเงินวางไว้ที่โต๊ะ 500 บาทแล้วใช้แก้วกาแฟวางทับเอาไว้ก่อนจะลุกขึ้นหยิบบุหรี่ขึ้นมาจุด เขาอัดควันบุหรี่ 1 ครั้ง แล้วทำเหมือนครุ่นคิดอะไรอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะปล่อยควันที่อัดเข้าปอดออกสู่ภายนอก

ลิขิตเดินช้าๆไปที่เคาน์เตอร์ของร้าน เสียงรองเท้าหนังของเขากระทบพื้นไม้เป็นจังหวะ..  ในร้านไม่มีใครนั่งอยู่เลย มีแต่บริกรอยู่ 4-5 คน   บริกรเอ่ยคำขอบคุณเมื่อลิขิตเดินผ่าน เขาเดินไปหาบริกรคนหนึ่งซึ่งอยู่หลังเคาน์เตอร์ บริกรคนนี้มีหน้าที่ในการชงกาแฟ  
เมื่อบริกรหนุ่มอายุราว 20 ปีเห็นลิขิต จึงรีบวางของทั้งหมดที่กำลังทำ และยกมือขึ้นไหว้ ลิขิตพยักหน้ารับ  แล้วจึงเอ่ยปากถามบริการคนนั้นด้วยเสียงเรียบๆ
“อ๊อด แม่อ๊อดเป็นยังไงบ้างหายดีหรือยัง ?”
“ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้วครับท่าน น้องสาวของผมดูแลอยู่ที่บ้าน” อ๊อดพูดพร้อมก้มหน้าด้วยความเคารพ
“แล้วน้องสาวไม่ต้องทำงานเเล้วเรอะ?”
“ครับ ผมตกลงกันกับน้องว่าผมจะเป็นคนออกมาทำงานเองครับ แล้วให้น้องอยู่ดูแลแม่อย่างเดียวไม่ต้องทำงาน”

ลิขิตฟังอย่างนิ่งๆ แล้วบรรจงอัดควันบุหรี่เข้าปอด แล้วเป่าออกอย่างรวดเร็ว

“ยังเช่าบ้านอยู่ที่เดิมใช่ไหม อ๊อด”
“ครับท่าน”
“ดีๆ เออ….อ๊อดทางเข้าบ้านอ๊อด ตรงต้นซอยอ๊อดเห็นไหมมีบ้านทรงไทยอยู่หลังหนึ่ง”
“ครับท่าน”
“อ๊อดรู้ไหมว่าเขาประกาศขายอยู่”
“ครับท่าน ทราบครับ”
“อ๊อดว่าทำเลเป็นยังไงบ้าง ดีไหม ?”
“เอ่อ…ครับ ทำเลดีครับ ข้างในกว้างขวางคับ  เอ่อ….ความจริงแล้วเป็นบ้านเก่าของพ่อผมเองครับท่าน ท่านขายไปให้ฝรั่งคนนึงก่อนที่ท่านจะเสีย  ตอนนั้นผมยังเด็กๆอยู่เลยครับท่าน”
“เราเคยคุยกับน้องสาวอ๊อด  เห็นน้องบอกว่าแม่อ๊อดรักบ้านหลังนั้นมากนี่”
“ครับท่าน… แม่กับพ่อสร้างบ้านหลังนี้ด้วยนำพัก น้ำแรงครับ แต่พ่อก็เอาไปขาย”
“น้องสาวอ๊อดบอกเราว่า อ๊อดกำลังเก็บเงินซื้อกลับมาให้แม่เหรอ”
“ครับท่าน  แต่คงยากแล้วครับผมเอาเงินตรงส่วนนั้นมารักษาแม่หมดแล้วครับท่าน แต่ผมจะพยายามใหม่ครับท่าน”
“เออ…มันต้องยังงี้สิวะอ๊อด” ลิขิตพูดเสียงดังพร้อมเอามือตบไหล่เด็กหนุ่ม

ลิขิตยืนมองเด็กหนุ่มอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะทิ้งบุหรี่ลงพื้น แล้วใช้เท้าดับ  ควันสีเทาค่อยลอยจางหายไป จากใต้รองเท้า

“อ๊อด ช่วยอะไรเราอย่างนะ ถือว่าเป็นการขอร้องจากเรา”
“ครับท่าน ได้เลยครับท่าน”
“พรุ่งนี้อ๊อดให้แม่และน้องเก็บของ แล้วย้ายเข้าไปอยู่บ้านทรงไทยหลังนั้นได้เลย เราซื้อไว้แล้ว  เราจะให้คนของเราไปช่วยอ๊อดและครอบครัวขนของตอนเช้า”

อ๊อดเงยหน้ามองลิขิตด้วยความตกใจ ทุกอย่างในโลกเหมือนกับหยุดนิ่งทันที

“เอ่อ…ท่านครับ….”
“อืมไม่เป็นไรอ๊อด ฝากบอกแม่และน้องด้วยว่า ถือว่าเป็นของขวัญจากเรา และครอบครัววิษณุเดชา”

ลิขิตพูดพร้อมเอามือตบไหล่อ๊อดเบาๆ
อ๊อด เข่าอ่อนทรุดตัวลง เหมือนใครสักคนเอาไฟฟ้ามาจี้ที่ขา  ในห้วงความคิดของเขามีแต่เพียงหน้าแม่และน้องลอยมา เขาร้องไห้ออกมาเสียงดัง  ร้องไห้ให้กับความยากลำบากที่ผ่านมา  ให้ความดีที่เพียรพยายามของเขา  โดยที่ไม่อายว่าใครจะเห็นบ้าง
ลิขิตย่อตัวลงตรงหน้าอ๊อด เอามือจับที่หัวของอ๊อด แล้วพูดเบาๆกับอ๊อด

“บอกแม่ของอ๊อดด้วยว่าเราเป็นเกียร์ติอย่างยิ่ง ที่ได้ช่วยเหลือแม่ที่สั่งสอนลูกมาได้ดีขนาดนี้ โปรดรับน้ำใจของเรา และเราจะเสียใจมากถ้าท่านปฏิเสธ”

อ๊อดยังร้องไห้ไม่หยุด เขาก้มลงเพื่อที่จะกราบลิขิต แต่ลิขิตจับตัวของอ๊อดเพื่อห้ามเอาไว้

“ไม่ต้องอ๊อด ไม่ต้องๆ…. เราสิต้องขอบใจอ๊อด………….”

ลิขิตเดินออกจากร้านกาแฟเจ้าประจำ บรรดาชายในชุดซาฟารีสีดำร่วม 10 คนเดินออกมาต้อนรับ 
หนึ่งในนั้นเอาเสื้อสูทสีดำมาสวมให้  ลิขิตเดินตรงไปที่รถ BMW สีดำ ชายในชุดซาฟารีคนหนึ่งเปิดประตูให้ และอีกหลายคนที่เหลือตั้งแถวเป็นหน้ากระดานความยาวเกินตัวรถ  หลังจากปิดประตู  ทั้งหมดก็ก้มหัวคำนับให้กับลิขิต

รถ BMW สีดำ ออกจากร้านกาแฟ cafeine พร้อมด้วยรถตามอีก 4 คัน ทั้งหมดมุ่งหน้าไปที่โรงเเรมใหญ่ใจกลางเมือง โรงแรมซึ่งเป็นสถานที่ในการจัดการประชุมของครอบครัววิษณุเดชา

เงามังกร [2] ปฏิภาค

บ้านหลังเล็กแถบชานเมือง หน้าบ้านเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพันธ์ และต้มไม้สีเขียวสด ทุกต้นไม่ได้จัดเรียงให้เหมือนสวนในหนังสือ หากแต่วางตามใจเจ้าของบ้าน หน้าบ้านมีป้ายชื่อทำด้วยไม้เขียนว่า บ้านน้ำหวาน

สาวน้อยร่างบางราว 25 ปี ตัวเล็ก หน้าตาน่ารัก ผิวขาว ผมยาวถึงหลังถูกมัดรวบไว้หลวมๆ เธอใส่เสื้อยืดสีขาว และกางเกงขาสั้นสีชมพู เธอกำลังจัดเตรียมกาแฟ ขนมปัง และน้ำส้ม พร้อมฮัมเพลง D/M/Y ของวรรธนา  ด้วยความสุข

อีกด้านหนึ่งชายหนุ่มอายุราว 28 ปี ผิวขาว ตัวสูงใหญ่ ปล่อยผมยาวรุงรัง สวมเสื้อยืดคอวีสีน้ำเงินเข้ม กางเกงยีนส์ กำลังนั่งยุ่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เขาลุกขึ้นจากโต๊ะคอมพิวเตอร์ แล้วเดินไปดูกระดานที่เต็มไปด้วยตัวการ์ตูนที่เขา sketch และออกแบบไว้หลายสิบตัว เขาวาดบางส่วนของตัวการ์ตูนเพิ่มลงไปแล้วเขียนวันที่กำกับเอาไว้

“ภาคจ๊ะ… วันนี้ภาคจะกินขนมปังทาอะไรจ๊ะ…..” หญิงสาวตะโกนถามจากในครัว
“วันนี้ไม่ดีกว่าจ้ะน้ำหวาน ภาคขอกาแฟอย่างเดียวละกัน” ชายหนุ่มพูดตอบ แต่สายตายังจดจ้องอยู่กับตัวการ์ตูนอีก 1 ตัว
“แต่หวานทำขนมปังไว้แล้วนะ  น้ำส้มก็คั้นแล้ว” น้ำหวานพูดด้วยเสียงงอนๆพร้อมเดินถือแก้วกาแฟใบโตมาวางไว้ที่โต๊ะคอมของปฏิภาค
“จ้า…..จ้า….งั้นขอเป็นทาเนยแล้วกันจ้า” ปฎิภาคละจากภาพการ์ตูน  แล้วรีบเดินมารับแก้วกาแฟจากแฟนสาว
“ภาคจ๊ะ แล้วภาคนัดลูกค้าไว้ตอนไหน” น้ำหวานถามและเดินมานั่งตักปฏิภาค
ปฏิภาควางแก้วกาแฟ แล้วสวมกอดแฟนสาว “ตอน 11 โมงจ้า”
“เอ….แต่เมื่อวันพุธ ภาคบอกว่าท่านจะให้ภาคเข้าไปทานอาหารกับท่านวันนี้ไม่ใช่เหรอจ๊ะ” น้ำหวานทำหน้าตาสงสัย
“ใช่…แต่ภาคไม่ไปหรอก เออ..แล้วทำไมหวานต้องเรียกพ่อภาคว่าท่านด้วยล่ะ”
“ก็มันชินแล้วนี่จ๊ะ…หวานทำงานกับท่าน เอ้ย!! คุณพ่อ ตั้งหลายปี  แล้วภาคไม่ไปเหรอจ๊ะ”
“ไม่หรอกจ้ะหวาน….ภาคโทรบอกพี่ลิขิตแล้วเมื่อเช้า พี่ลิขิตไม่ว่าอะไรสักคำ” ปฏิภาคตอบก่อนยกกาแฟขึ้นดื่มอึกใหญ่
“โห..อย่างพี่ลิขิตเนี่ยนะจะว่าภาค   วันไหนพี่ลิขิตว่าภาควันนั้นโลกต้องแตกแน่เลยหวานว่า…..”
“แหม..หวานก็พูดเกินไปก็เเค่พี่ลิขิตเขาเข้าใจว่าภาคไม่ชอบธุรกิจของพ่อต่างหาก”
“ภาคจ๊ะ หวานอ่านในหนังสือพิมพ์เห็นเขาบอกว่า พี่ลิขิตต้องมีบอดี้การ์ดติดตามถึง 20 คนเลยเหรอจ๊ะ”
“ไม่หรอกหวาน หนังสือพิมพ์ก็ลงเว่อร์ไป จริงๆพี่ลิขิตมีบอดี้การ์ดแค่ 19 คนเองจ้ะ” ปฏิภาคพูด แล้วทำหน้าทะเล้นใส่แฟน
“ภาคเนี่ย..” น้ำหวานพูดพร้อมตีแฟนหนุ่มไปหลายที
“ภาคจ๊ะ….แล้วคุณพ่อทราบไหมคะว่าภาคไม่ไป……”
ปฏิภาคไม่ได้ตอบ แต่กลับนั่งนิ่งสายตามองไปที่แก้วกาแฟ…………

ภาพอดีตชัดขึ้นมาทันตา

จากแก้วกาแฟใบเดียวกัน แต่คนถือคือหญิงอายุราว 50 ปี เธอเดินขึ้นบันไดพร้อมฮัมเพลง moon river ของ Andrey Hepburn 
หญิงสูงอายุเปิดห้อง เดินเข้าไป บรรจงวางแก้วกาแฟใบนั้น แต่ใส่นมร้อนลงบนโต๊ะคอมพิวเตอร์  หลังจากนั้นเธอจึงเดินไปที่เตียงที่ปฏิภาคตอนวัย 20 ปีกำลังนอนอย่างสบายอารมณ์ หญิงสูงอายุบรรจงหอมแก้มของลูกชายอย่างแผ่วเบาและกระซิบข้างหู “ตื่นได้แล้วจ้ะ คุณชายปฏิภาค”
เด็กหนุ่มลืมตา พาตัวเองออกจากภวังค์ เมื่อเห็นคนตรงหน้าคือมารดาสุดที่รัก จึงยิ้มให้ แล้วบอกกับเธอว่า “แม่ครับภาคเขียน code ที่ทำให้ตัวการ์ตูนเดินสุ่มไปหาอีกตัวได้หนึ่งได้แล้วครับ” ปฏิภาคพูดพร้อมยิ้มให้กับเธอ
“แสดงว่าเราอยู่จนถึงเช้าอีกแล้วใช่ไหมจ๊ะ คุณชาย” แม่พูดพร้อมเก็บที่นอนให้ลูกชาย
“แหม..แม่ครับ ตอนกลางคืนนี่สมองกำลังแล่นเลยครับแม่ ยิ่งดึก ภาคยิ่งมีสมาธิ” ปฎิภาคพูดพร้อมลุกขึ้นมาบิดเอาความขี้เกียจออกจากร่างกาย
“จ้า…คุณชายคนเก่ง แล้ววันนี้คุณชายปฏิภาคอย่าลืมไปช่วยพ่อกับพี่ของตัวเองนะจ๊ะ อ้อ…เลยไปตัดผมซะด้วยนะจ๊ะ ดูสิยาวเกินไปแล้ว”
“แม่ครับ ภาคไม่ชอบงานของพ่อเลย มีแต่ตัวเลข ไม่สนุกเลยครับแม่ ไม่รู้พี่ลิขิตทนทำไปได้ไง” ปฏิภาคพูดพร้อมเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัว
“เอาน่า….คนเราต้องทำงานนะลูก  คนไม่มีงาน คือคนไม่มีคุณค่านะจ๊ะลูก”
“แต่ภาค อยากเรียน computer graphic นะครับแม่ แล้วก็ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ครับ”
“เรื่องนั้น เดี๋ยวแม่จะคุยกับพ่อให้นะจ๊ะคุณชายปฏิภาค แต่ว่าตอนนี้คุณชายต้องรีบอาบน้ำและไปทำงานได้เเล้วจ้ะ”
“คร้าบบบบ คุณนายสุดาวดี….”  ปฏิภาคหยอกล้อกับแม่ ก่อนเดินไปเข้าห้องน้ำ
สุดาวดีมองตามลูกด้วยความเอ็นดู น้ำตาของเธอคลอที่ตา เหมือนมีความรู้สึกอะไรบางอย่างที่เธออยากจะบอกกับลูกสุดที่รัก อย่างที่สุด

 

 

เงามังกร [1] มังกร

รถลิมูซีนสีดำขลับ จอดเทียบหน้าโรงแรมห้าดาวใจกลางกรุงเทพ  พนักงานต้อนรับ 1 ในหลายสิบคน คนวิ่งไปเปิดประตู  ข้างๆรถรายล้อมไปด้วยชายร่างใหญ่สวมชุดสูทสีดำนับหลายสิบคน

ภายในรถชายร่างท้วมในชุดสูทสีดำ อายุราว 65 ปี หน้าตาเคร่งขรึมค่อยๆก้าวขาออกมาจากรถ
พนักงานต้อนรับต่างโค้งคำนับ  ชายร่างท้วมหันหน้าไปหาบอดี้การ์ด 1 ใน 20 คน บอดี้การ์ดคนนั้นเป็นบอดี้การ์ดที่ตัวใหญ่ที่สุดในบรรดาบอดี้การ์ทั้งหมด แล้วเอ่ยปากถามด้วยเสียงแหบเบาๆว่า
“วิชัย…..ลูกชายของเรามารึยัง ?”
“ครับท่าน…ตอนนี้คุณลิขิตและภรรยารออยู่ด้านในแล้วครับ” วิชัยตอบพร้อมก้มหัวคำนับ
ชายร่างท้วมถอนหายใจ….ก่อนพูดต่อว่า
“เราหมายถึง ปฏิภาค….”
“ขออภัยครับท่าน ผมไม่ทราบว่าคุณปฏิภาคจะมาร่วมประชุมวันนี้ด้วยครับ  แต่ตั้งแต่เช้ายังไม่เห็นเลยครับ”
ชายร่างท้วม หันมองไปยังถนนด้านตรงข้าม สอดส่ายสายตาเหมือนจะมองหาใครสักคน ก่ิอนจะหันกลับไปทางด้านโรงแรมช้าๆ
“ท่านต้องการให้ผมส่งคนไปรับคุณปฏิภาคไหมครับ ?”
ชายร่างท้วมนิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะยกมือข้างขวาขึ้นมาเพื่อบอกปฏิเสธแทนคำพูด
“ครับท่าน” วิชัยตอบรับพร้อมก้มหัวคำนับ

ระหว่างการเดินเข้าสู่ห้องประชุมใหญ่ รอบข้างเต็มไปด้วยพนักงานต้อนรับของโรงแรม
ชายร่างท้วมเดินอย่างเชื่องช้า  หน้าตาขรึมเคร่งเครียด ไม่สนใจกับสิ่งรอบข้าง
ข้างหลังชายร่างท้วมคือกลุ่มบอดี้การ์ดนับได้ 20 คนพอดี  โดยการนำของวิชัย

หน้าประตูห้องประชุมใหญ่ ผู้จัดการโรงแรมได้ยืนรอต้อนรับ เมื่อชายร่างท้วมเดินมาถึง ผู้จัดการโค้งคำนับก่อนพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก “ทางโรงแรมของเรายินดีที่ได้รับใช้ครอบครัว  วิษณุเดชา ครับ”
“ช่วยสกัดนักข่าว และปิดเรื่องนี้เป็นความลับ เราจะขอบคุณมาก” ชายร่างท้วมพูดพร้อมเอามือตบไหล่ผู้จัดการโรงแรมเบาๆ
“ครับท่าน”
ชายร่างท้วมพยักหน้าเพื่อเป็นการขอบคุณ ก่อนที่จะเดินเข้าไปภายในห้องประชุม ประตูห้องประชุมถูกปิด เหล่าบรรดาบอดี้การ์ดรออยู่ด้านหน้าประตู ส่วนวิชัยเดินออกไปข้างหน้าโรงแรม หันซ้าย  แล้วหันขวา ได้แต่ภาวนาในใจให้ ปฏิภาคปรากฏตัว