ห้องประชุม VIP กลางโรงเเรมใหญ่ วันนี้ครอบครัว วิษณุเดชา ได้จัดประชุมครั้งใหญ่ขึ้นที่นี่
สมเกียร์ติ เป็นผู้จัดการโรงแรมที่นี่มานานจนใกล้จะเกษียณอายุ เขาทราบดีว่าครอบครัว วิษณุเดชา เพิ่งเข้ามา take over โรงแรมนี้เมื่อกลางปี ตอนนั้นพนักงานทุกคนต่างหวั่นเกรงว่าชีวิตการทำงานคงจะหยุดเพียงเท่านี้หลังจากที่โรงเเรมจะต้องถูกเปลี่ยนมือผู้บริหาร แต่เหตุการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่ทุกคนคิด
ตอนนั้น ท่านวิษณุ หัวหน้าครอบครัว วิษณุเดชา ได้ให้ตนเรียกพนักงานของโรงแรมทั้งหมดมารวมกันอย่างไม่เป็นทางการ หลังจากที่ ครอบครัววิษณุ เข้าถือครองหุ้นทั้งหมดของโรงเเรมไว้เพียง 3 วัน ท่านวิษณุ ประกาศต่อทุกคน ว่าให้ทุกคนไม่ต้องกังวลในการทำงาน ให้ทำงานตามหน้าที่เหมือนเดิม โดยท่านจะให้เงินเดือนพนักงานทุกคนเพิ่มขึ้นอีก 20% และให้ทุนการศึกษาบุตรของพนักงานทุกคนที่ทำงานเกิน 5 ปี จนจบปริญญาตรี จึงไม่ต้องแปลกใจว่าท่านวิษณุได้กุมหัวใจของพนักงานโรงแรมไว้ทั้งหมด
ภายในห้องประชุม หลังจาก วิษณุ หัวหน้าครอบครัววิษณุเดชาเดินเข้ามา ทุกคนในโต๊ะต่างลุกขึ้นยืนและก้มคำนับ วิษณุพยักหน้ารับและเดินตรงไปที่หัวโต๊ะ ลิขิตลูกชายคนโตเดินมาเลื่อนเก้าอี้ให้พ่อ วิษณุ ยื่นมือออกเพื่อเป็นสัญญาให้ทุกคนนั่ง เหลือตัวเองยืนคนเดียว วิษณุมองไปรอบๆโต๊ะประชุม สังเกตุมีเก้าอี้ว่างอยู่ 1 ตัว วิษณุมองแล้วรู้สึกใจเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก เขาไม่รู้ว่ามันเกิดจากอะไร โกรธ สงสาร เป็นห่วง หรือเกลียด อย่างไรก็ตาม วิษณุ ได้เริ่มพูดประโยคแรกขึ้นมา
“เราขอบคุณทุกคนที่ให้ความสำคัญกับครอบครัว และให้ความเคารพเราในการเรียกประชุมอย่างเร่งด่วนวันนี้…. ก่อนอื่นเราอยากให้พี่น้องของเราช่วยบอกถึงสถานการณ์ตอนนี้ก่อน ว่าในเขตของแต่ละคนเป็นอย่างไรบ้าง” วิษณุพูดจบ แล้วค่อยๆ ทิ้งตัวลงนั่ง เขาหยิบซิก้าร์ขึ้นมา ลิขิตจุดไฟแช็คให้พ่อ
หลังจากนั้น วสันต์ จึงลุกขึ้นยืน ชายร่างผอมตัวสูงผิวดำ อายุ 45 ปี หน้าตาหล่อเหลา แต่ไว้หนวดเคราครึ้มเต็มหน้า ผมยาวรวบไว้เหมือนซามูไร เขาใส่เสื้อลายกราฟฟิคสีแดงเพลิง ไม่ปลดกระดุม 2 เม็ดบน เผยให้เห็นสร้อยเงินเส้นใหญ่ มีจี้รูปไม้กางเขนสีดำที่คอ วสันต์เป็นน้องคนละแม่ของวิษณุ เขาปกครองธุรกิจบ่อนพนันของครอบครัววิษณุทั้งหมด วสันต์เป็นที่ร่ำลือถึงความโหดเหี้ยม อำมหิต ครั้งหนึ่งเขาเคย ใช้ไพ่ทั้งสำรับยัดปากชายคนหนึ่งที่เข้าไปโกงในบ่อนของเขา ก่อนที่จะยิงทะลุสมองต่อหน้าลูกค้าพนันทั้งหลาย วสันต์เป็นคนที่วิษณุไว้ใจได้ที่สุดในบรรดาญาติทั้งหมด เขาจึงได้ดูแลกิจการอันเป็นรายได้หลักของครอบครัว
“ตอนนี้ทุกอย่างราบรื่นดีครับท่าน มีก็แต่ที่ชลบุรีครับ ที่ตอนนี้กำลังเปลี่ยนตัวผู้กำกับ แต่ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงครับ ผู้กำกับคนใหม่ที่เข้ามาน่าจะเจรจาได้ง่ายครับท่าน” วสันต์รายงานให้วิษณุฟัง
“ผู้กำกับคนใหม่เป็นคนของครอบครัวอื่นหรือเปล่า” วิษณุถามอย่างใจเย็น
“ไม่ครับท่าน ผู้กำกับคนนี้มีนักการเมืองหนุนหลังครับ เป็นรัฐมนตรีของรัฐบาลนี้ครับท่าน ผมจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเร็วๆนี้ครับท่าน”
“อืม….ดีมาก ขอบคุณมากวสันต์ เราดีใจที่มีคนอย่างวสันต์เคียงข้าง”
วสันต์ ก้มหัวน้อมรับก่อนจะลงไปนั่งตามเดิม
ชายคนถัดมาลุกขึ้นยืน กฤษดา เป็นชายร่างอ้วนอายุ 48 ปี หัวล้าน หน้าตาดูใจดี ถ้าใครเห็นข้างนอกคงเข้าใจว่า กฤษดา เป็นลุงแก่ๆใจดีคนหนึ่ง แต่หารู้ไม่ว่า กฤษดา คือผู้ควบคุมทหารของครอบครัว วิษณุเดชา ทั้งหมด กฤษฏาเคยเป็นทหารมาก่อน และเคยเป็นมือขวาผู้จงรักภักดีของวิษณุ กฤษดาเป็นเพื่อนสนิทของวิษณุตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ครั้งหนึ่งเขาเคยเอาตัวรับลูกกระสุนหลายนัดแทนวิษณุจนอาการสาหัส และทุกวันนี้กฤษดาต้องเดินอย่างไม่ปกติ เพราะขาข้างขวาของเขาก็ใช้การไม่ได้หลังจากนั้น
“ตอนนี้ทหารของครอบครัวเราพร้อมอยู่ตลอดเวลาครับท่าน รวมถึงสามารถรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินหากเกิดขึ้นได้ ส่วนเรื่องที่ให้ทหารของเราไปคุ้มครองคุณปฏิภาค ตอนนี้ผมส่งมือดีที่สุดเท่าที่ผมมีตอนนี้ไปแล้วครับท่าน”
ทันที่ที่กฤษดาพูดจบ ลิขิตรู้สึกตกใจ แล้วรีบหันไปทางพ่อ วิษณุหันมาสบตาด้วยก่อนเบือนหน้าหนี ลิขิตนิ่งไม่สามารถพูดอะไรได้
ชายคนถัดมาลุกขึ้นยืน ทิวา อายุ 40 ปี แต่งตัวภูมิฐาน หน้าตาคมคาย ออกไปทางใต้ แต่ผมบางไปตามอายุ ทิวาเป็นทนายความให้กับครอบครัววิษณุเดชา แต่ทางครอบครัวเรียกตำแหน่งนี้ว่าเป็นที่ปรึกษา ทิวาทำงานให้กับวิษณุตั้งแต่สมัยที่เรียนจบใหม่ๆ เขาได้เกียร์ตินิยมอันดับหนึ่งของมหาวิทยาลัยทางกฏหมายอันดับหนึ่งของประเทศ ว่ากันว่า ทิวารับเงินเดือน 7 หลัก แต่ทิวาก็ไม่เคยเปิดเผยให้ผู้ใดทราบ มีเพียงทิวา และวิษณุเท่านั้นที่รู้
“เรากำลังดำเนินการจดทะเบียนเปิดบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่ระยองครับท่าน ตอนนี้เรียบร้อยไปแล้ว 80% ครับ เหลือเพียงแค่ผู้ว่าเซ็นรับรองทุกอย่างก็เรียบร้อยแล้วครับท่าน” ทิวารายงาน
“ผู้ว่าคนนี้เป็นคนของครอบครัวไหน”
“เป็นคนของครอบครัว วราสุรินทร์ ครับท่าน” ทิวากล่าวตอบทันที
“เดี๋ยวเราจะขอความช่วยเหลือจากครอบครัววราสุรินทร์เอง ลิขิตช่วยติดต่อกับครอบครัววราสุรินทร์ให้พ่อด้วย เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้นะ” วิษณุหันไปหาลูกชาย
“ครับพ่อ”
“ท่านครับมีอีกเรื่องนะครับ เรียนพี่วสันต์ด้วยครับ ข่าววงในบอกว่า ตอนนี้ 1 ในทหารของเราที่ระยองกำลังเป็นสายให้กับตำรวจครับ”
หลังจากพูดจบ วสันต์รีบลุกขึ้นยืน แล้วพูดกับวิษณุว่า
“เรื่องนั้นไม่ต้องเป็นห่วงครับท่าน ผมจะขอรายละเอียดจากน้องทิวา แล้วจัดการให้เรียบร้อยครับท่าน รับบรองว่าทันทีที่รู้ตัวมันและครอบครัวจะไม่ได้หายใจอยู่ในประเทศนี้อีกครับท่าน” วสันต์พูดเสียงกร้าว
“อืม….ทิวาช่วยแจ้งรายละเอียดให้วสันต์ด้วยนะ เรามอบส่วนนี้ให้วสันต์จัดการไปได้เลย วสันต์…..ให้คนอื่นทำนะ อย่าให้ทหารของเราจัดการกันเอง”
“เรื่องนี้ ผมทราบดีครับท่าน”
วิษณุยิ้มและพยักหน้าให้กับวสันต์ ก่อนหันหน้าไปที่ชายอีกคน “แล้วเราล่ะ ภาสกร … “
ภาสกร ลุกขึ้นยืน ภาสกรเป็นชายร่างใหญ่ กำยำ โครงหน้าเหลี่ยม คางใหญ่ ตัดผมทรงสกินเฮด อายุ 34 ปีเท่ากับลิขิต เขาใส่เสื้อลายมังกรสีน้ำเงินทับเสื้อกล้ามสีขาว ตรงหน้าอกเผยให้เห็นลายสักรอยมังกรบางส่วน ภาสกรเป็นผู้คุมสินค้าพิเศษของครอบครัว ซึ่งเพิ่งเริ่มดำเนินการเมื่อต้นปี นับรวมแล้วก็เพิ่งได้ 4 เดือน ภาสกรเคยเป็นทหารชั้นเลิศคนหนึ่งของครอบครัว วิษณุเดชา เขาดังขึ้นมาจากการเก็บหัวหน้าแกงค์แถวเขตชานเมืองที่เป็นศัตรูกับครอบครัว ว่ากันว่า ภาสกร ขับรถเครื่อง 4 สูบคันใหญ่ บุกตะลุยเข้าไปในเขตนั้นคนเดียว แล้วเดินเข้าไปอัดหัวหน้าแก็งค์ด้วยไม้เบสบอลอันเดียวจนตายคามือ
“ผมอยากจะขอทหารสัก 40 คนครับท่าน เรามีสินค้าพิเศษล็อตใหญ่จากเมืองจีน กลางเดือนนี้ จำเป็นต้องหาคนมาอารักขา และดูทางหนีทีไล่ครับ อีกสวนหนึ่งเอาไว้เผื่อพวกนั้นมันคิดไม่ซื่อครับท่าน” ภาสกรคำนับ
วิษณุหันมาทางวสันต์ เพื่อรอฟังคำตอบของน้องร่วมสาบาน
วสันต์ลุกขึ้นยืน ก่อนพูดกับภาสกร
“พี่จะจัดทหารให้อย่างที่น้องภาสกรต้องการ น้องภาสกรอยากให้พี่ไปด้วยตัวเองเลยไหม”
“ไม่ต้องหรอกครับพี่วสันต์ เรื่องแค่นี้เองครับพี่ แค่ส่งทหารมาให้ผมก็พอ ผมขอแค่ฝีมือดีๆสัก 10 คนครับ อีก 30 คนเอาพอใช้ได้พอครับ” ภาสกรพูดกับวสันต์อย่างเกรงใจ
“ได้เลย พี่จะจัดให้ตามที่น้องภาสกรต้องการ”
“ขอบคุณครับ” ภาสกรก้มคำนับวสันต์ ก้มคำนับ วิษณุ ก่อนที่จะกลับลงไปนั่งตามเดิม
วิษณุ ดับซิก้าร์ลงบนที่เขี่ยบุหรี่ จิบน้ำเย็นเล็กน้อยในแก้วใส ลุกขึ้นยืน ทุกคนต่างหันมองมาที่วิษณุ
“เอาล่ะ…ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี… คราวนี้เราจะมาเข้าเรื่องที่เราเรียกประชุมด่วนกัน………”