Context Aware ตอนที่ 4

หยิบยกตัวอย่างการนำ context aware ไปใช้ 

 เมื่อปี 2004 ที่ allborg Zoo ในเดนมาร์กได้ใช้ระบบ context aware ที่ชื่อว่า Bluetags (พัฒนาโดยบริษัท Bodytags  ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Bluelon  [ จิ้มที่นี่เพื่อดูรายละเอียดของ Project  Bluetags ล้วนๆ  ]
ระบบการทำงานคร่าวๆคือเวลาที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกๆไปเที่ยวสวนสัตว์ จะมีปัญหาที่พบบ่อยคือเด็กๆเดินเพลินจนหลง ต้องตามหากันจ้าละหวั่น และอาจเป็นอันตรายกับเด็กได้ในกรณีที่เด็กเข้าไปอยู่ในที่ที่ผิด

เขาก็จะเอาเจ้า BodyTags นี่ติดไว้กับตัวเด็ก [ เชื่อมต่อด้วยระบบ Bluetooth ] โดยทางสวนสัตว์ก็จะมี Base Station เชื่อมโยงจนครอบคลุมทั้งสวนสัตว์
พอเดาหน้าที่การทำงานของมันออกแล้วใช่ไหมครับ ? 
ทั้งพ่อแม่ รวมถึงเจ้าหน้าที่สวนสัตว์ก็จะรู้ตลอดเลยว่า เด็กๆอยู่ตรงส่วนไหนบ้าง เวลาหลงกับผู้ปกครองก็หากันง่าย 
ผู้ปกครองอาจนั่งจิบกาแฟเเล้วเปิดโทรศัพท์เอาไว้  ปล่อยให้คุณลูกเดินชมสวนสัตว์อย่างสบายใน   เมื่อคุณลูกเดินผ่านจุดใด ทางระบบก็จะ SMS แจ้งที่โทรศัพท์ หรือผู้ปกครองไม่แน่ใจว่าปัจจุบันลูกอยู่ไหนก็จะ request ผ่านทางโทรศัพท์เช่นกัน
  … ขณะนี้ลูกของคุณกำลังแหย่จมูกจระเข้เล่น  … 
นอกจากนี้เขาก็เอาไหป monitor ต่อยอดได้ครับ เช่นเวลานี้ตรง zone ไหนเป็นที่นิยมมากที่สุด   มีใครเข้าไปในเขตห้ามเข้าไหม  รวมถึงสถิติเวลาของการชมในแต่ละที่ โอ้ย ตาแป๊ะไก่ครับข้อมูลพวกนี้ เอามาทำ CRM ได้อย่างสบายๆ

อันนี้เป็นการเอา context aware ไปใช้เเล้วค่อนข้างดังอันหนึ่ง ในยุคบุกเบิกของการทำ context aware คงจะทำให้ผู้ที่สนใจเข้าใจได้ง่ายมากขึ้นครับ 

 

Context Aware ภาค 3

จำได้ไหมว่า Context คือ บริบท ส่วน Context Aware ภาษาไทยเราเรียกว่า ระบบล่วงรู้บริบท

Context Aware ถูกนิยามครั้งแรกโดย Bill N.Schilit และ Marvin M.Thiemer เขาบอกว่ามันคือ
Software ที่มีความสามารถเปลี่ยนแปลง หรือโต้ตอบกับผู้ใช้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม

คุณลุง Bill N.Schilit แบ่ง Context เป็น 3 ประเภท
1. Computing Environmen : คือสภาพแวดล้อมที่เป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อันนี้เช่น PC , Labtop , Network
2. User Environment : คือสภาพแวดล้อมของตัวผู้ใช้ อันนี้เช่น ห้องที่ผู้ใช้อยู่ , ข้อมูลบุคคล , คนที่อยู่ใกล้ๆ
3. Physical Environment : คือสภาพแวดล้อมทางกายภาพ อันนี้เช่น อุณหภูมิ , แสง , เสียง

สิ่งสำคัญในการพัฒนา Context aware ไม่ใช่การเขียนโปรแกรม แต่การเข้าใจว่าอะไรคือบริบท และเราจะเอาบริบทไปทำอะไรบ้าง
โดยปกติแล้วบริบทอยู่เต็มไปหมดยกตัวอย่างเช่น เราเดินไปตลาด บริบทได้แก่ ข้อมูลของเรา เวลาที่เราออกจากบ้าน พาหนะที่ใช้
ผ่านสถานที่อะไรบ้าง อุณหภูมิเท่าไหร่ เจอใครบ้าง เจอเวลาไหน สัมพันธ์กับเขาอย่างไร เยอะแยะตาแป๊ะไก่ สำคัญเพียงว่าเราจะดึง
context อันไหนมาใช้ และจะเอา context มาปู้ยี่ปู้ยำยังไงให้เกิดการบริการ

พอก่อน ๆ ไปปั่น Thesis ต่อ เอาไว้มาเล่าให้ฟังอีก

Context Aware [2]

ca.jpg

ลองลงสีด้วย Corel Painter ดู หลังจากไม่ค่อยมีเวลาได้แตะมานาน (ความจริงคือสอนเด็ก ก็เลยลงไปพร้อมๆกัน)
หลังจากลงสีเสร็จก็มานั่งคิดว่า….เฮ้ย!!เราเรียน Com มาทำ Context Aware แบบนี้มันไม่เกี่ยวกับวิทยานิพนธ์นี่หว่า(5555 อาการเดิมอีกแล้ว)

 

PS.แต่อย่างน้อยก็น่าจะทำให้คนอื่นเข้าใจงานที่เราทำว่าไอ้ C.A เนี่ยคือทำให้โทรศัพท์มันทำหน้าที่แบบนี้

 

Fire ลน ก้น กับ Context Aware

นิสัยค่อนข้างจะออกไปทาง สันดาน ที่เสียของเราก็คือ ถ้าไม่ไกล้ deadline มันจะไม่มีอารมณ์ทำ
ตอนนี้กัดกินมาที่ Thesis แล้ว กลางเดือนมีนาคมเราจะต้องเสนอหัวข้อให้ผ่าน…………

ตอนนี้เราทำ thesis เรื่อง Contexr aware เล่าให้ฟังนะ….
ภาษาไทยเรียก Context aware ว่า การล่วงรู้บริบท ใครที่งงว่า บริบท แปลว่า มะเขืออะไร บริบทแปลว่า สภาวะแวดล้อมรอบตัวเรา เช่น สถานที่ , เสียง ,ผู้คน,อุณหภูมิ อะไรพวกเนี้ย คราวนี้การทำ Context aware ก็คือการสร้างให้ Application เข้าใจ และคาดเดาได้ว่าจะทำอะไรให้เราโดยที่เราไม่ต้องไปบังคับขืนใจมัน ( เรียกไอ้ Application พวกนี้ว่า Ubiquitous Computing นะ ) ยกตัวอย่างเช่นที่เมืองนอกบางที่เวลาเราเข้าไปในโรงหนัง โทรศัพท์มือถือของเราจะถูกเปลี่ยนเป็นระบบสั่นโดยอัตโนมัติ เช่นในบางห้างสรรพสินค้า เวลาลูกค้าคนใดคนหนึ่งเดินผ่านหน้าจอ หน้าจอนั้นก็จะ Present สินค้าที่ลูกค้าคนนั้นชอบ หรือ เสนอข่าวที่ลูกค้าคนนั้นสนใจ

ง่ายๆ Context Aware คือระบบที่ทำให้เราเป็นง่อยครับ ยิ่งระบบมี Inference Engine (ตัวอนุมาน) ดีเท่าไหร่ Context Aware ก็จะเก่งเท่านั้น ตอนนี้ในเมืองไทยไม่ค่อยมีใครทำ ภาระจึงตกมาที่เราคือเวลาจะหาเอกสาร ก็เลยแม่งยกประเทศอังกฤษมากัน แต่พอรู้ไปก็สนุกดี ยิ่งไฟลนก้นแล้วยิ่งลุกลี้ลุกลน

แรกเริ่มเดิมทีเราจะทำ Expert System (ไอ้นี่ภาษาไทยเรียกว่า ระบบผู้เชี่ยวชาญ) หมายฟายว่าเราจะจำลองให้ Computer มันเก่งเหมือนกับผู้เชี่ยวชาญคนใดคนหนึ่งในสาขานั้นๆ สามารถตอบคำถาม และตัดสินใจได้ ประมาณว่ามีทฤษฎีหนึ่งบอกว่า ถ้า Expert System มึงแน่จริง มึงต้องแบ่งเป็น 2 ห้อง ห้องหนึ่งมีคนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญจริง อีกห้องหนึ่งคือ ระบบผู้เชี่ยวชาญ ที่เรา Programming มันขึ้นมา หลังจากนั้นก็ยิงชุดคำถามที่เหมือนกันเด๊ะ (ไม่ต้องกลัว Computer อีกห้องหนึ่งแอบฟัง ) และคำตอบ หรือการตัดสินใจที่ได้ต้องเหมือนกัน จนแทบจะแยกไม่ออกว่า อันไหนคน อันไหนคอม ฟังดูแล้วมันยาก…..เห็นมะ

สาเหตุดังกล่าวเราก็เลยเปลี่ยนหัวข้อมาเล่นอะไรกับโทรศัพท์มือถือดีก่า เสนออาจารย์ไป 2-3 หัวข้ออาจารย์ตอบแนวว่า นี่เมิงเรียน Com นะ ไม่ใช่ Graphic สุดท้ายอาจารย์ที่เคารพก็เลยโยนหัวข้อให้ 1 หัวข้อ คือ Context Aware นี้นี่เอง

เหมือนกับ การล่วงรู้บริบท (อิๆ) เมื่อได้หัวข้อมาสิ่งที่เราผูกพันธ์ก็เกิดขึ้นมาอยู่ 2-3 อย่างคือ กาแฟ ตัวหนังสือภาษาอังกฤษ และการนอนตีสี่ ตีห้าทุกวัน………

PS. ใครดัน Searh หา Context Aware แล้วดันมาเจอ Blog ไร้สาระอันนี้…ขอโทษด้วยครับ แต่ถ้าอยากข้อมูลจริงแต้ๆของ C.A ก็ mail มาบอกนะ เดี๋ยวส่งให้ไม่หวงหรอกวิชาอ่ะ……..